สร้างชุมชนโอบล้อมสื่อ ความท้าทายคนโทรทัศน์ในยุคดีจิทัล

สื่อใหม่ได้ทำให้ทุกๆ คนกลายเป็นสื่อ เนื้อหาที่ดีจะได้รับความสนใจ บอกต่อ และชื่นชม นั่นนำไปสู่การชักชวนและสร้างกระแสความนิยมที่แท้จริงจนแทบไม่ต้องพึ่งมือนักการตลาดเพื่อปั่นสร้างกระแสแต่อย่างใด เพราะในโลกของสื่อสังคมออนไลน์ ทุกคนได้กลายมาเป็น “ผู้ชม ผู้ใช้ ผู้แชร์” รายการโทรทัศน์จะดีหรือแย่นั้นอยู่บนปลายนิ้วของผู้ชมอย่างแท้จริง ซึ่งไม่เหมือนในยุคก่อนที่นิ้วของผุ้ชมทำได้แค่กดเปลี่ยนช่องกับกดปิดโทรทัศน์

เพราะเทคโนโลยีการหลอมรวมสื่อนั้นเป็นทั้งวิกฤตและโอกาส, หลายองค์กรรับมือได้ด้วยการนำเอาข้อดีของมันมาใช้อย่างรู้เท่าทันที่จะไม่ทำลายธุรกิจของตนเอง หลุมพรางส่วนมากของคนทำธุรกิจโทรทัศน์คือคำถามที่ว่า “เราจะเพิ่มช่องทางการรับชมรายการของเราผ่านสื่อใหม่ได้อย่างไร?” โดยหลงลืมไปว่าธุรกิจหลักขององค์กรคือการทำสื่อโทรทัศน์ (หรือสื่อสิ่งพิมพ์ วิทยุ)

การตลาดหลอมรวมสื่อ จึงคือการคิดค้นโมเดลทางธุรกิจแบบบูรณาการ ด้วยการใช้ทุกสื่อทั้งหมดมาเพิ่มขยายมูลค่าของเนื้อหาที่คุณผลิตโดยที่ยังคงไว้ซึ่ง เสน่ห์ ความเป็นธรรมชาติ และความพิเศษเฉพาะของแต่ละสื่อได้อย่างลงตัวมากที่สุด

หัวใจสำคัญของการทำการตลาดหลอมรวมสื่อ คือ การสร้างสังคมชุมชน ที่จะมาโอบอุ้มเนื้อหาของคุณไม่ให้หลงลืมเลือนหายไปในโทรทัศน์นับร้อยพันช่อง ดังนั้นคนทำโทรทัศน์จะต้องคิดออกแบบและสร้างสังคมผู้ชมของตนเองขึ้นมาด้วย เช่น แฟนละคร แฟนคลับดารา แฟนช่อง แฟนเพลง เหล่านี้คือสมาชิกของชุมชนที่พร้อมจะกลายมาเป็นเพื่อนบ้านที่ดีของการทำการตลาด และพยายามหาจุดเชื่อมต่อของบรรดาผู้ชมที่อยู่กันคนละแพลทฟอร์มให้ได้ว่าพวกเขามีสิ่งใดที่เหมือนกัน และแตกต่างกัน ทั้งในเชิงของพฤติกรรมและทัศนคติ

และหัวใจสำคัญของการตลาดแบบหลอมรวมสื่อที่คนทำโทรทัศน์ต้องคิด คือ “การมีส่วนร่วมของผู้ชม” หรือการสร้าง “โทรทัศน์ปฏิสัมพันธ์” (interactive television) ขึ้นมาด้วย .ให้มีลูกเล่นระหว่างรับชมได้มากขึ้น เช่น เลือกภาษา ส่งเอสเอ็มเอส ส่งความเห็น กระทั่งการนำเอาอีคอมเมิร์ซมาใส่ไว้ในรายการให้ผู้ชมสามารถช๊อปปิ้งสินค้าไปพร้อมๆ กับการรับชมรายการโทรทัศน์

ผู้ผลิตรายการโทรทัศน์สามารถวางแผนการตลาดและโฆษณาได้มากขึ้น เหมาะสมตามรูปแบบการรับชมรายการโทรทัศน์ เช่น ผู้ดูผ่านหน้าจอโทรทัศน์ย่อมสามารถมีเวลาที่จะดูโฆษณาได้ต่อเนื่อง ไม่ไม่ควรยาวเกินไปนัก ควรลดลงเพียง 1-2 นาทีในแต่ละช่วงพักเบรก (เดี๋ยวนี้โทรทัศน์ต่างประเทศหลายรายการ ได้ตัดเนื้อหาประเภทอินโทรเข้าช่วง- ออกช่วง ออกไปเสียด้วยซ้ำเพราะต้องการทำให้ผู้ชมรู้สึกว่าเดาไม่ได้ว่าจะมีโฆษณาเมื่อไร ทำให้ความรู้สึกของการไม่อยากพลาดเนื้อหานั้นมีสูงขึ้นจนไม่อาจกดรีโมทเปลี่ยนช่องไปได้)

ขณะที่การรับชมโฆษณาผ่านทางหน้าจอโทรศัพท์มือถือนั้น ก็ควรจะเป็นคลิปสั้นๆ 1-2 ชิ้น หรืออาจมีแบนเนอร์สนับสนุนเนื้อหา (แต่ไม่ควรมาบ่อยและกินพื้นที่มากรบกวนการชม) ส่วนถ้าเป็นอินเตอร์เน็ตหรือเว็บไซต์ คุณสามารถวางโฆษณาได้หลากหลายกว่า เช่น การมีแบนเนอร์โฆษณา คลิปผู้สนับสนุนรายการ กระทั่งการผนวกเอาพวกบทความรีวิวรายการที่แฟนรายการเป็นคนเขียนมาแปะลิ้งค์วางไว้ด้านข้างหน้าจอ หรือกระทั่งแปะกระดานสนทนาเกี่ยวกับความเห็นของแฟนละครลงไว้ท้ายหน้าเพื่อที่ผู้ชมจะได้มีส่วนร่วมในการแสดงความเห็น

จะเห็นว่า การทำโทรทัศน์ในยุคดิจิทัลนั้นเต็มไปด้วยโอกาส ความท้าทายและความสนุกสนาน เป็นเรื่องที่ดีที่ผู้ผลิตรายการโทรทัศน์จะได้ทดลองทำสิ่งใหม่ๆ ที่สื่อยุคเก่าไม่สามารถทำได้ หากจับหัวใจสำคัญของการทำโทรทัศน์ได้ ก็คือ “Content, Cost, Consumer, Competition, Convergence, Centric Content, และ Community” นั่นหมายความว่างานผลิตรายการโทรทัศน์ปัจจุบันคงไม่สามารถคิดผลิต ตัดต่อ ออกอากาศ แต่จะต้องคิดอย่างบูรณาการมากขึ้นกว่าเดิม

Digital TV การเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมทีวีไทย ใต้เงื้อมมือ กสทช.

ทีวีดิจิทัล คือระบบการแพร่สัญญาณคลื่นโทรทัศน์ภาคพื้นดิน เหมือนกับระบบของฟรีทีวีในปัจจุบัน แต่เปลี่ยนวิธีการเข้ารหัสสัญญาณเป็นแบบดิจิทัลแทนระบบแอนะล็อกแต่เดิม ข้อดีของการแพร่สัญญาณโทรทัศน์ในระบบดิจิทัลคือ ให้ภาพที่คมชัดกว่าเดิม ใช้ช่วงคลื่นน้อยลงกว่าเดิมมาก และมีความสามารถอื่นๆ เข้ามาอำนวยความสะดวกแก่ผู้รับชมทีวี เช่น มีผังรายการแสดงบนหน้าจอได้เลย เป็นต้น

ปัจจุบันอุตสาหกรรมทีวีทั่วโลกเข้าสู่ระบบดิจิทัลกันแทบทั้งหมดแล้ว (ประเทศไทยถือว่าช้าไปราว 10 ปีเพราะไม่สามารถตั้ง กสช. ได้ ภารกิจนี้จึงตกมาอยู่กับ กสทช. ในฝั่งคณะกรรมการ กสท. แทน) กระบวนการผลิตรายการทีวีทั้งหมดตั้งแต่กล้องวิดีโอไปจนถึงการตัดต่อ เปลี่ยนมาใช้ระบบดิจิทัลกันหมดแล้ว เรียกได้ว่าในฝั่งการผลิตและการออกอากาศนั้น เทคโนโลยีพร้อมหมดแล้ว เหลือแค่ฝั่งของนโยบาย และฝั่งของผู้ชมโทรทัศน์เท่านั้น (เครื่องรับโทรทัศน์จำเป็นต้องรองรับสัญญาณระบบดิจิทัลด้วย ซึ่งแก้ด้วยการซื้อกล่องแปลงสัญญาณดิจิทัลมาต่อเข้ากับทีวีเดิมได้)

ผลกระทบของ “ทีวีดิจิทัล” ต่ออุตสาหกรรมทีวีของไทย
ต้องยอมรับว่า “ฟรีทีวี” (ในที่นี้คือ analog terrestrial television) มีสภาพการแข่งขันแบบกึ่งผูกขาดโดยรัฐมายาวนานหลายสิบปี ในจำนวนฟรีทีวีทั้ง 6 ช่อง แบ่งได้เป็น
– ช่องของหน่วยงานรัฐ 3 ช่อง ได้แก่ ช่อง 5 (กองทัพบก) ช่อง 9 (อสมท.) และช่อง 11 (กรมประชาสัมพันธ์)
– ช่องที่หน่วยงานรัฐให้สัมปทานแก่เอกชน ได้แก่ ช่อง 3 (สัมปทานจาก อสมท. ให้กลุ่มบริษัท BEC) และช่อง 7 (กองทัพบกให้สัมปทานแก่กลุ่มบริษัท BBTV)
– ทีวีสาธารณะของหน่วยงานอิสระของรัฐ ได้แก่ Thai PBS

ทีวีเป็นสื่อที่ได้รับความนิยมสูงสุดในประเทศไทย มีอัตราการเข้าถึงประชากร 98% (ตัวเลขอ้างอิงจากรายงานของ กสทช.) มากกว่าสื่อชนิดอื่นๆ อย่างวิทยุและหนังสือพิมพ์มาก เม็ดเงินเชิงพาณิชย์จำนวนมหาศาลจึงไหลเข้าสู่อุตสาหกรรมทีวี และผู้ที่ได้รับความมั่งคั่งย่อมเป็นหน่วยงานต่างๆ ที่มีอำนาจควบคุมสถานีโทรทัศน์ของไทยทั้ง 5 ช่องนั่นเอง (ไม่นับรวม Thai PBS ที่อยู่ได้จากเงินภาษี ไม่รับโฆษณาจากภาคเอกชน)

กลุ่มทุนที่ได้รับประโยชน์สูงสุดจากภาวะกึ่งผูกขาดของอุตสาหกรรมทีวีไทยย่อมเป็น BEC และ BBTV ที่มีความสัมพันธ์แนบแน่นกับหน่วยงานผู้ให้สัมปทาน และพยายามกีดกันคู่แข่งรายอื่นๆ โดยใช้กลไกเรื่องสัมปทานเป็นเครื่องมือ และในเมื่อทีวีระบบแอนะล็อกจำเป็นต้องใช้ช่วงคลื่นที่กว้างมากในการแพร่สัญญาณ ในทางเทคนิคจึงมีจำนวนสถานีได้ไม่มากนักเทียบกับความถี่ที่ประเทศไทยมีใช้งานสำหรับกิจการโทรทัศน์

ผู้ผลิตรายการโทรทัศน์ธุรกิจที่ยังมีแนวโน้มเติบโตมากขึ้น

รายการโทรทัศน์เป็นความบันเทิงประเภทหนึ่งที่ได้รับความนิยมสูงจากผู้ชมทั่วประเทศ รายการโทรทัศน์ต่าง ๆ ที่ออกอากาศในปัจจุบันมีความหลากหลายเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ชมได้ทุกกลุ่มเป้าหมาย อีกทั้งการขยายเครือข่ายของสถานีโทรทัศน์ช่องต่าง ๆ ให้ครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศไทยก็มีส่วนเปิดตลาดให้กว้างขึ้นอีก ส่งผลให้ผู้ผลิตรายการโทรทัศน์ได้รับความสนใจจากเจ้าของสถานีมากขึ้น เนื่องจากสถานีโทรทัศน์ต้องแข่งขันในการนำเสนอสาระความบันเทิงที่มีคุณภาพและต้องตามรสนิยมของผู้ชม

รายการโทรทัศน์ : รูปแบบรายการที่หลากหลาย
การดำเนินธุรกิจของผู้ผลิตรายการโทรทัศน์จะเป็นการซื้อ/เช่าเวลาจากทางสถานีโทรทัศน์พร้อมทั้งนำเสนอรายการต่างๆที่มีสาระและความบันเทิงออกอากาศรายการโทรทัศน์และขายโฆษณา โดยมีรายได้จากการขายเวลาโฆษณา การส่งเสริมการขายสินค้าและบริการในรายการของสถานีโทรทัศน์
ปัจจุบันรูปแบบการผลิตรายการโทรทัศแบ่งได้เป็นดังนี้
1. ควิซโชว์ (Quiz Show) เป็นการดำเนินรายการที่มุ่งเน้นการถามคำถามผู้เข้าแข่งขันในรายการเป็นหลัก เพื่อหาผู้ชนะและชิงรางวัล โดยผู้ชมรายการโทรทัศน์จะได้รับทั้งสาระและความบันเทิงผ่านคำถาม และบรรยากาศการแข่งขันที่ตื่นเต้น สนุกสนาน
2. เกมโชว์ (Game Show) สามารถแบ่งได้เป็น 2 กลุ่มดังนี้
2.1 เกมโชว์ประเภทสาระและบันเทิง เป็นรายการที่ให้ผู้ร่วมรายการเล่นเกมเพื่อแข่งขันชิงรางวัล โดยมุ่งเน้นให้ผู้ร่วมรายการและผู้ชมรายการได้รับทั้งความบันเทิงและสาระ ด้วยการสอดแทรกเนื้อหา แง่คิด และความรู้ต่างๆไว้ในรายการผ่านคำถามที่ถามผู้เล่นเกม หรือการสัมภาษณ์ผู้ร่วมรายการหรือวิทยากรรับเชิญ
2.2 เกมโชว์ประเภทบันเทิง เป็นรายการที่ให้ผู้ร่วมรายการเล่นเกมเพื่อแข่งขันชิงรางวัล โดยมุ่งเน้นให้ผู้ร่วมรายการและผู้ชมรายการได้รับความสนุกสนานเพลิดเพลิน
3. ซิทคอม (Sit Com) เป็นรายการละครตลกเบาสมอง มุ่งเน้นสร้างความตลกขบขันและความสนุกสนานให้แก่ผู้ชมรายการเป็นหลัก
4. ละครชุด (Series)เป็นรายการละครที่ออกอากาศสัปดาห์ละ 2-3 วันๆละ 1-2 ชั่วโมง ส่วนใหญ่ละครจะดำเนินเรื่องราวจบภายใน 2-3 เดือน
5. วาไรตี้ (Variety) รายการที่มีรูปแบบรายการและการนำเสนอที่หลากหลาย
6. รายการเด็ก (Kids Game)
7. รายการวัฒนธรรม (Cultural Show)

ความต้องการชมรายการเพิ่มขึ้น : โอกาสของผู้ผลิตรายการโทรทัศน์
ปัจจุบันการประกอบกิจการสถานีโทรทัศน์มีการแข่งขันสูง ผู้ชมรายการสามารถเลือกชมรายการต่างๆได้มากขึ้น จึงเป็นโอกาสทางธุรกิจของผู้ผลิตรายการโทรทัศน์ที่จะผลิตรายการเพิ่มขึ้นเพื่อรองรับความต้องการของผู้ชมรายการที่ให้ความสำคัญกับสาระและความบันเทิงที่มีคุณภาพ และส่งผลให้ผู้ผลิตรายการโทรทัศน์ที่มีรายการที่ได้รับความนิยมและมีชื่อเสียงมีทางเลือกมากขึ้นในการนำเสนอรายการผ่านสถานีต่าง ๆ

อย่างไรก็ตามการผลิตรายการโทรทัศน์ที่มีคุณภาพและเป็นที่นิยมรวมถึงกระบวนการได้มาซึ่งเวลาออกอากาศต้องอาศัยทั้งความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ในการนำเสนอรายการที่แตกต่าง รวมถึงประสบการณ์และความสามารถในการผลิตด้วยความเป็นมืออาชีพ เพื่อสร้างความเชื่อถือกับทางสถานีและผู้ซื้อโฆษณา ทำให้มีผู้ผลิตรายการโทรทัศน์รายใหญ่เป็นจำนวนน้อยรายที่นำเสนอรายการโทรทัศน์ ได้แก่ บมจ.มีเดีย ออฟ มีเดียส์, บมจ.บีอีซี-เทโร เอ็นเตอร์เทนเม้นท์, บมจ.กันตนา กรุ๊ป, บมจ.เวิร์คพอยท์เอ็นเทอร์เทนเมนท์, บจก.แกรมมี่ เทเลวิชั่น และบมจ.แม็ทชิ่ง สตูดิโอ จำกัดเป็นต้น โดยผู้ผลิตแต่ละรายจะมีจุดเด่นและแนวทางในการผลิตและการนำเสนอซึ่งนับเป็นทรัพย์สินทางปัญญาที่แตกต่างกันไป

สำหรับในระยะเวลาที่ผ่านมารายการโทรทัศน์มีเรตติ้งและจำนวนผู้ชมเพิ่มขึ้น ได้แก่ เกมโชว์ที่ให้ทั้งสาระและความบันเทิง นอกจากนี้ เพื่อเพิ่มศักยภาพในการแข่งขัน ผู้ผลิตรายการยังมีการผลิตรูปแบบรายการใหม่ๆไปยังรายการประเภทอื่นเพิ่มมากขึ้น อาทิเช่น ละคร และวาไรตี้ เป็นต้น ซึ่งได้รับการตอบรับอย่างดีจากทั้งผู้ชมรายการและลูกค้าที่ซื้อโฆษณา

การผลิตรายการโทรทัศน์ในยุคดิจิทัล

การผลิตรายการโทรทัศน์ในยุคดิจิทัลอุตสาหกรรมโทรทัศน์ไทยหลังจากที่การประมูลเสร็จสิ้นไปเมื่อปลายปีที่ผ่านมา ตอนนี้เริ่มเห็นสื่อค่ายต่างๆ ลงควานกวาดหาคนทำงานทั้งหน้าใหม่และมือเก่าตามรั้วมหาวิทยาลัยและค่ายสื่อต่างๆ เพื่อตั้งทีมงานคุณภาพผลิตรายการโทรทัศน์ที่หวังสร้างฐานนิยมจากตลาดผู้ชมสื่อโทรทัศน์ ที่ยังคงเป็นกลุ่มผู้บริโภคกลุ่มใหญ่ที่สุดในประเทศไทย การผลิตรายการโทรทัศน์ในยุคดิจิทัลวันนี้นั้น มีอุปสรรคมากกว่าปกติ เพราะผู้จะต้องสู้กับระบบฐานฟรีโทรทัศน์เดิม ซึ่งมีช่อง 3 และ 7 ที่กวาดฐานส่วนแบ่งผู้ชมไปกว่า 80% ไปแล้วและมีความเคยชิน ความคุ้นเคย และความจงรักภักดีเป็นฐานทุนเดิม

การแข่งขันกับรายการโทรทัศน์ที่อยู่ในระบบเคเบิ้ลโทรทัศน์และโทรทัศน์ดาวเทียม ทั้งระดับชาติ และระดับภูมิภาค ท้องถิ่น คนทำโทรทัศน์ยังต้องคิดมากกว่าเดิม เพราะปัจจุบันมีผู้ผลิตรายการโทรทัศน์ผ่านทางอินเตอร์เน็ตมากมายที่ออกอากาศผ่านทางเว็บไซต์ หรือช่องทางยูทูบมากมาย โดยเฉพาะแค่พิจารณาว่าวัยรุ่น และคนรุ่นใหม่ในปัจจุบันนั้นหันไปใช้เวลากับสื่อออนไลน์ในการดูคลิปสั้นๆ เนื้อหาในสื่ออินเตอร์เน็ตและเนื้อหาในสื่อสังคมเอง เช่นเฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ ที่ผู้คนดูจะพึงพอใจในการให้เวลากับสื่อบุคคลแบบออนไลน์มากกว่าสื่อโทรทัศน์แบบองค์กร การคิดผลิตรายการโทรทัศน์ปัจจุบัน มิใช่เพียงแค่คิดว่าจะถ่ายทำอะไร มีคนดูมาเล่นมาแสดงให้ผู้ชมดูเท่านั้น แต่โทรทัศน์ในวันนี้ต้องตอบสนองความต้องการของผู้ชมมากกว่านั้น นั่นคือ “ประสบการณ์”

โดยเฉลี่ยพฤติกรรมคนดูเข้มข้นจะอยู่ที่ช่องหนึ่งๆ ราว 2 ชั่วโมง ถึงจะเลิกดูโทรทัศน์ ระหว่างนั้นอาจเปลี่ยนไปรับชมช่องอื่นบ้าง เช่น พักโฆษณา หรือเนื้อหารายการเริ่มเอื่อยเฉื่อยก็อาจสลับไปดูช่องอื่นบ้าง ส่วนในกลุ่มผู้ชมระดับกลาง มักให้เวลากับการรับชมที่ประมาณ 1 ชั่วโมงต่อครั้ง ขณะที่กลุ่มที่เปิดโทรทัศน์แช่ตลอดทั้งช่อง ทั้งวันนั้น ส่วนมากจะอยู่ที่ช่องรายการแบบเคเบิ้ลโทรทัศน์ ที่ทำรายการแบบเฉพาะกลุ่มเนื้อหาที่ตรงกับความต้องการของผู้บริโภคอยู่แล้ว เช่น ช่องข่าว ช่องเพลง ช่องละครและภาพยนตร์ ซึ่งหมายความว่าจะเป็นช่วงเวลากลางวันมากกว่า การจัดผังรายการโทรทัศน์ในยุคโทรทัศน์ดิจิทัลต้องคำนึงตัวแปรของช่องอื่นๆ มากขึ้นว่าในช่วงเวลาเดียวกันนั้นช่องที่เหมือนกันมีรายการอะไรมาเป็นจุดแย่งชิงความสนใจจากผู้ชมไปได้บ้าง, หากผู้ชมรู้สึกว่ารายการนั้น ยาวเกินไปจนน่าเบื่อ ก็อาจจะไปชมช่องอื่น และอาจถูกใจช่องอื่นจนไม่กลับมาชมช่องเราอีก

ประเดิมศักราชใหม่เทคโนโลยี ทีวีดิจิตอล เปลี่ยนโฉมวงการโทรทัศน์ประเทศไทย


ตลอดปีนี้ทั้งปีเราคงเห็นคำว่า ทีวีดิจิตอล ตามหน้าสื่ออยู่บ่อยๆ ก่อนอื่นต้องย้อนไปยังระบบทีวีในปัจจุบันที่เรานิยมเรียกกันว่า ฟรีทีวี ทั้งหกช่องเสียก่อน ฟรีทีวีเหล่านี้ออกอากาศด้วยคลื่นที่ส่งผ่านอากาศ จากเสาโทรทัศน์ต้นใหญ่ๆ ที่อยู่ตามภูเขาสูง ไปยังเสาก้างปลาหรือว่าเสาหนวดกุ้งตามบ้านเรือน วิธีการส่งคลื่นแบบนี้มีชื่อเรียกทางเทคนิคว่า “ทีวีภาคพื้น” ภาษาอังกฤษเรียก Terrestrial Broadcasting ซึ่งก็มีความหมายตรงตัวว่าคลื่นส่งไปมากันบนผิวโลก ไม่ได้ส่งขึ้นอวกาศแล้วยิงลงมาแบบดาวเทียม

ระบบทีวีภาคพื้นของบ้านเราในปัจจุบันใช้การเข้ารหัสแบบแอนะล็อกซึ่งถูกคิดค้นมานานหลายสิบปีแล้ว การเข้ารหัสแบบแอนะล็อกมีข้อเสียคือการส่งสัญญาณทีวีหนึ่งช่องต้องใช้ช่วงคลื่นกว้างมาก ทำให้มีจำนวนช่องน้อยเพราะคลื่นมีจำกัด (และเป็นเหตุผลข้อหนึ่งว่าทำไมเมืองไทยถึงมีฟรีทีวีแค่หกช่อง) นอกจากนี้ยังมีปัญหาเรื่องคลื่นรบกวนจนสัญญาณภาพไม่ชัดในบางพื้นที่อีกด้วย ด้วยการพัฒนาของเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่อง ดิจิตอลทีวีก็จะมาแทนที่ทีวีระบบอนาลอกเดิมๆในบ้านเรา กล่องบันเทิงแบบดิจิตอลที่เชื่อมโยงผ่านระบบเครื่อข่ายอินเตอร์เน็ตและ Home server ก็จะสามารถกระจ่ายสัญญาณวิดิโอและอินเตอร์เน็ตตามบ้านเรือน ซึ่งจะต้องเผชิญความท้าทายของเทคโนโลยีในช่วงระยะเวลาหนึ่งจนกว่าทุกอย่างจะกลายเป็นมาตรฐานที่ยอมรับได้

ในขณะเดียวกันเทคโนโลยีใหม่ๆเหล่านี้ก็เป็นที่ยินดีกับบรรดาคนที่ติดตามเทคโนโลยีใหม่ๆอย่างต่อเนื่อง แต่หลายๆคนอาจจะยังมองไม่เห็นถึงความจำเป็นในการมีช่องทีวีเพิ่มเติม และมองว่ากระบวนการในการเปลี่ยนผ่านนั้นยุ่งยาก ผลก็คือจะยังไม่เต็มใจที่จะเปลี่ยนระบบทีวีของตัวเองให้อยู่ในรูปแบบดิจิตอลในอนาคตอันไกล้

เมื่อเทคโนโลยีด้านการส่งสัญญาณทีวีพัฒนามากขึ้น จึงเกิดวิธีการส่งสัญญาณทีวีแบบใหม่ขึ้นมา 3 กลุ่มใหญ่ๆ ดังนี้
– กลุ่มแรกสุดคือทีวีผ่านดาวเทียมที่ทุกคนคงคุ้ยเคยกันดีอยู่แล้ว ข้อดีของมันคือมีจำนวนช่องได้มาก ให้บริการครอบคลุมทั่วประเทศไทย (และไปไกลถึงประเทศเพื่อนบ้าน) แต่ก็จำเป็นต้องติดตั้งอุปกรณ์เพิ่มทั้งจานดาวเทียม และกล่องรับสัญญาณดาวเทียม ซึ่งปัจจุบันมีขายแพร่หลายทั่วไป เสียค่าใช้จ่ายหลักหนึ่งพันถึงสามพันบาทแล้วแต่จำนวนและความสามารถของอุปกรณ์
– กลุ่มที่สองคือเคเบิลทีวี หรือทีวีที่ส่งสัญญาณตามสายเคเบิลที่พาดบนเสาไฟฟ้า ทีวีระบบนี้มีจำนวนช่องได้มาก ไม่มีปัญหาฝนตกแบบดาวเทียม แต่มีปัญหาเรื่องพื้นที่ให้บริการอาจจำกัด และอาจต้องมีกล่องรับสัญญาณแบบดาวเทียมด้วยในบางกรณี
– กลุ่มที่สามคือ ทีวีดิจิตอล ที่เราสนใจนั่นเอง อธิบายแบบสั้นๆ มันคือการส่งสัญญาณภาคพื้นแบบเดิม แต่เปลี่ยนมาเข้ารหัสแบบดิจิตอลที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นเยอะ โดยคลื่นที่เคยให้บริการช่องแอนะล็อกได้ 1 ช่อง สามารถส่งสัญญาณแบบดิจิตอลได้ถึง 40-50 ช่อง (กรณีของ กสทช. คือ 48 ช่อง) เปิด
โอกาสให้มีช่องรายการใหม่ๆ ได้มากขึ้นมาก นอกจากนี้การส่งสัญญาณแบบดิจิตอลยังมีปัญหาเรื่องคลื่นรบกวนน้อยลง ภาพจึงคมชัดขึ้นตามไปด้วย

สรุปง่ายๆ ว่าทีวีดิจิตอลถูกสร้างขึ้นเพื่อใช้แทนทีวีแอนะล็อก เนื่องจากรูปแบบการทำงานเหมือนกันทุกประการ แต่คุณภาพดีกว่ากันมาก มีจำนวนช่องได้เยอะขึ้น ดังนั้นทุกประเทศที่ใช้ทีวีแบบแอนะล็อกจึงต้องการเปลี่ยนระบบการแพร่สัญญาณมาเป็นดิจิตอลให้หมด เพื่อนำคลื่นความถี่ที่มีจำกัดไปใช้ประโยชน์ในเรื่องอื่นๆ แทน