การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้บริโภคที่ส่งผลต่อการเติบโตของธุรกิจทีวีโฮมช้อปปิ้ง

แม้ว่าจะมีปัจจัยหนุนหลายประการที่คาดว่า จะกระตุ้นให้ธุรกิจทีวีโฮมช้อปปิ้งของไทยมีแนวโน้มขยายตัวเพิ่มขึ้น แต่ถึงกระนั้น ผู้ประกอบการธุรกิจทีวีโฮมช้อปปิ้งยังต้องระวังปัจจัยท้าทายอีกหลายประการที่มีผลต่อพฤติกรรมการตัดสินใจซื้อสินค้าและบริการของผู้บริโภค ดังนี้

• การแข่งขันของตลาดค้าปลีกไทยที่ทวีความรุนแรงมากขึ้น โดยเฉพาะความเคลื่อนไหวของผู้ประกอบการค้าปลีกรายใหญ่ที่มีการปรับกลยุทธ์การทำการตลาดกันอย่างเข้มข้น ด้วยรูปแบบการดำเนินธุรกิจที่หลากหลายเพื่อให้ทันกับพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งการทำการตลาดผ่านช่องทางออนไลน์ (E-Commerce) ที่นับว่าเป็นช่องทางการตลาดที่มาแรงในปัจจุบันและมีแนวโน้มขยายตัวสูง

• กำลังซื้อของผู้บริโภคที่ส่งสัญญาณให้เห็นถึงการใช้จ่ายที่ระมัดระวังในปัจจุบัน จากการเผชิญกับหลากปัจจัยรุมเร้า อาทิ หนี้ครัวเรือนที่เพิ่มขึ้น ค่าครองชีพที่สูงขึ้น (ค่าพลังงาน ค่าไฟ ค่าคมนาคมขนส่ง รวมถึงราคาสินค้าอาหาร เป็นต้น)

• กลุ่มลูกค้าของธุรกิจทีวีโฮมช้อปปิ้งอาจจะยังจำกัดอยู่ในวงแคบ เนื่องจากสินค้าและบริการที่เสนอขายอาจจะยังไม่ตอบโจทย์ผู้บริโภคได้ครอบคลุมทุกกลุ่ม นอกจากนี้ ด้วยความหลากหลายของช่องทีวีและรายการที่นำเสนอให้กับผู้ชมมีจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นละคร ข่าว กีฬา วาไรตี้ จึงอาจทำให้ผู้บริโภคมีทางเลือกที่จะเลือกดูรายการที่ตนเองสนใจเท่านั้น

ทั้งนี้ จะเห็นได้ว่า ผู้ประกอบการธุรกิจทีวีโฮมช้อปปิ้งยังต้องเผชิญกับปัจจัยท้าทายอีกหลายปัจจัย ซึ่งแต่ละปัจจัยล้วนส่งผลต่อพฤติกรรมการตัดสินใจซื้อสินค้าและบริการของผู้บริโภคทั้งสิ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากสินค้าและบริการที่ผู้ประกอบการขายมีลักษณะเหมือนหรือใกล้เคียงกัน ผู้บริโภคอาจจะศึกษาข้อมูลต่างๆ ของตัวสินค้าและบริการจากผู้ประกอบการหลายๆ รายก่อนที่จะทำการตัดสินใจเลือกซื้อสินค้าได้ ดังนั้น ประเด็นสำคัญที่ผู้ประกอบการธุรกิจทีวีโฮมช้อปปิ้งควรคำนึง คือ ทำอย่างไรให้ผู้บริโภคสนใจที่จะเลือกดูช่องรายการทีวีโฮมช้อปปิ้ง และเปลี่ยนพฤติกรรมหันมาซื้อสินค้าและบริการผ่านทางช่องทางทีวีมากขึ้น ท่ามกลางช่องทางการทำการตลาดที่หลากหลายและแข่งขันกันอย่างรุนแรง ซึ่งนับเป็นโจทย์ที่ท้าทายสำหรับผู้ประกอบการธุรกิจทีวีโฮมช้อปปิ้งที่ต้องปรับตัวให้สามารถแข่งขันได้

การผลิตรายการทีวีให้เหมาะสำหรับเด็ก

tv_kids2วงการโทรทัศน์ในปัจจุบันได้ให้ความสำคัญกับรายการเด็กมากขึ้น ซึ่งรายการทีวีที่เด็กดูจะส่งผลต่อพฤติกรรมและพัฒนาการด้านต่างๆของเด็ก หากเด็กดูรายการที่ไม่เหมาะสมก็อาจก่อให้เกิดผลเสียต่อตัวเด็กได้ เพราะฉะนั้นผู้ปกครองควรช่วยแนะนำเด็กให้ดูรายการที่เหมาะสมกับวัยของเด็กเพื่อช่วยเสริมสร้างความรู้ ความคิดสร้างสรรค์ จินตนาการ ทักษะต่างๆให้แก่เด็กๆ เนื่องจากปัจจุบันรายการสำหรับเด็กที่ออกอากาศทางทีวีมีให้เลือกหลากแนวหลายประเภททั้งการ์ตูน ละคร สารคดี เกมโชว์ ฯลฯ แต่สิ่งหนึ่งที่มาพร้อมกับรายการสำหรับเด็กก็คือเม็ดเงินโฆษณา ซึ่งเป็นสิ่งที่ทางสถานีโทรทัศน์เชิงพาณิชย์ล้วนไม่อาจปฏิเสธ

รูปแบบที่กำลังจะเป็นที่นิยมและได้รับการตอบรับค่อนข้างดีเป็นรูปแบบการ์ตูนแอนิเมชั่น รองลงมาคือรายการโชว์ต่างๆที่เป็นเวทีให้เด็กมาแสดงความสามารถ หรือรายการที่ให้เด็กได้เข้ามามีส่วนร่วมกับทางรายการ นอกจากนี้ก็จะเป็นรูปแบบของสารคดี วาไรตี้ หรือเป็นเรียลิตี้ โชว์ รายการวิทยาศาสตร์ การส่งเสริมการอ่าน ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อการส่งเสริมพัฒนาการเด็กในแต่ละช่วงวัย สำหรับการนำเสนอด้วยการ์ตูน นิทาน หรือวรรณคดี จะเน้นการสอนให้เด็กรู้จักทำความดี มีความกตัญญู มีน้ำใจ สอนในเรื่องคุณธรรมจริยธรรม มีคติสอนใจ ปรับเนื้อหาให้ร่วมสมัย ส่วนรายการโชว์ต่างๆเน้นให้เด็กกล้าแสดงออกในสิ่งที่ถูกต้อง เพื่อเป็นแบบอย่างให้เด็กคนอื่นๆ สำหรับรายการสารคดีเป็นเรื่องราวชีวิตของเด็กในสังคม สอนเรื่องการใช้ชีวิต การอยู่ร่วมกับผู้อื่น โดยผู้ผลิตทุกคนคำนึงถึงผลที่จะเกิดขึ้นในด้านคุณธรรม จริยธรรม ความรับผิดชอบต่อสังคม ขณะเดียวกันต้องแทรกความสนุกสนานในเนื้อหาสาระด้วย

สำหรับปัญหาในการหาช่องทางในการออกอากาศและช่วงเวลาที่เหมาะสมในการเผยแพร่รายการ อันเนื่องมาจากปัญหาการแข่งขันในเชิงธุรกิจของสถานีซึ่งมีการหารายได้เป็นหลัก ดังนั้นเวลาการออกอากาศของแต่ละช่องจึงเป็นเวลาทองที่ราคาค่าเช่าเวลาสูง ประกอบกับในบางช่วงเวลา บางรายการก็ไม่ได้ออกอากาศเนื่องจากมีรายการอื่นมาแทรก มีการงดการออกอากาศ เป็นต้น ซึ่งเวลาในการออกอากาศก็เป็นปัญหาสำคัญของการผลิตรายการโทรทัศน์สำหรับเด็ก เวลาของรายการเด็กควรเป็นเวลาที่มีเหมาะสมกับวิถีชีวิตประจำวันของเด็ก และเด็กสามารถดูกับพ่อแม่ได้ โดยปกติรายการเด็กจะมีกลุ่มเป้าหมายจำกัด จึงเชื่อมโยงไปสู่ปัญหาการหาผู้สนับสนุนรายการ ซึ่งการโฆษณาสินค้าจะเน้นรายการที่มีผู้ชมนิยมดูมากเป็นหลัก

แนวทางการจัดระดับความเหมาะสมของรายการโทรทัศน์

แนวทางการจัดระดับความเหมาะสมของรายการโทรทัศน์
“เรต” ของรายการโทรทัศน์ เริ่มปรากฏตามหน้าจอโทรทัศน์ ตั้งแต่ปลายปี 2549 ผู้ชมทางบ้านจะได้เห็นทั้งก่อนจะเริ่มรายการและระหว่างที่รายการออกอากาศ วัตถุประสงค์คือให้เป็นปราการคุ้มครองเด็กและเยาวชนในเบื้องต้นจากสื่อโทรทัศน์ที่มีเนื้อหาไม่เหมาะสมกับช่วงวัย รวมทั้งพัฒนาระบบการกำกับดูแลเนื้อหารายการกันเองของสถานีโทรทัศน์ด้วยผ่านมากว่า 7 ปี เสียงวิพากษ์วิจารณ์ยังคงมีอย่างต่อเนื่อง ทั้งข้อกังขาในเรื่องมาตรฐานในการกำหนดเรตติ้งของแต่ละรายการ, เนื้อหาในละครบางฉากที่ไม่เหมาะสมสำหรับเด็กและเยาวชนแต่ยังได้รับเรตที่เยาวชนดูได้, รวมทั้งขอโต้แย้งในการใช้อำนาจแบนละครบางเรื่อง

เรต รายการโทรทัศน์จัดอย่างไรบ้าง ประกาศแนวทางจัดเรตฯ ยังคงแบ่งระดับความเหมาะสมของผู้ชมออกเป็น 6 กลุ่มเช่นเดิม อันได้แก่

  1. “เรต ป.” รายการสำหรับเด็กปฐมวัย อายุ 3-5 ปี
  2. “เรต ด.” รายการสำหรับเด็ก อายุ 6-12 ปี
  3. “เรต ท.” รายการที่เหมาะสำหรับผู้ชมทุกวัย
  4. “เรต น.13” รายการที่เหมาะสำหรับผู้ชมที่มีอายุ 13 ปีขึ้นไป ผู้ชมที่มีอายุน้อยกว่า 13 ปี ควรได้รับคำแนะนำ
  5. “เรต น.18” รายการที่เหมาะสำหรับผู้ชมที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป ผู้ชมที่มีอายุน้อยกว่า 18 ปี ควรได้รับคำแนะนำ
  6. “เรต ฉ.” รายการเฉพาะ ไม่เหมาะสำหรับเด็กและเยาวชน

ส่วนเนื้อหารายการก็จำแนกออกเป็น

  1. เนื้อหาที่ควรมีการจำกัดมี 3 ประเด็น คือ พฤติกรรมและความรุนแรง เรื่องทางเพศ และการใช้ภาษา โดยมีตารางแยกว่ารายการโทรทัศน์ในเรตระดับใด สามารถมีหรือไม่มีเนื้อหาลักษณะใดได้บ้าง เช่น ด้านพฤติกรรมความรุนแรง รายการที่มีเรต ป.หรือ เรต ด. ต้องไม่มีการใช้ความรุนแรงต่อผู้อื่น เรื่องเพศ เรต ท.และ เรต น.13 ต้องไม่มีภาพสรีระและการแต่งกายโป๊ ไม่มิดชิด ซึ่งมีเจตนายั่วยุทางกามารมณ์ เว้นแต่เป็นไปตามบริบทของเรื่องที่ไม่พบบ่อยในเรื่อง หรือเป็นการแต่งกายในกิจกรรมที่สังคมยอมรับ ถูกกาลเทศะและกติกาสากล (Dress Code) หรือด้านการใช้ภาษาที่ไม่สุภาพ ก้าวร้าว ดูหมิ่น เรต น.13 และเรต น.18 สามารถมีได้ตามบริบทของเรื่อง เป็นต้น
  2. เนื้อหาที่ควรมีการส่งเสริมคือ เนื้อหาที่ส่งเสริมให้เกิดระบบวิธีคิดให้เป็นไปตามสมองของแต่ละวัย เนื้อหาที่ส่งเสริมความรู้วิชาการ คุณธรรมจริยธรรม ทักษะชีวิต ความหลากหลายในสังคม ฯลฯ