แนวทางการจัดระดับความเหมาะสมของรายการโทรทัศน์

แนวทางการจัดระดับความเหมาะสมของรายการโทรทัศน์
“เรต” ของรายการโทรทัศน์ เริ่มปรากฏตามหน้าจอโทรทัศน์ ตั้งแต่ปลายปี 2549 ผู้ชมทางบ้านจะได้เห็นทั้งก่อนจะเริ่มรายการและระหว่างที่รายการออกอากาศ วัตถุประสงค์คือให้เป็นปราการคุ้มครองเด็กและเยาวชนในเบื้องต้นจากสื่อโทรทัศน์ที่มีเนื้อหาไม่เหมาะสมกับช่วงวัย รวมทั้งพัฒนาระบบการกำกับดูแลเนื้อหารายการกันเองของสถานีโทรทัศน์ด้วยผ่านมากว่า 7 ปี เสียงวิพากษ์วิจารณ์ยังคงมีอย่างต่อเนื่อง ทั้งข้อกังขาในเรื่องมาตรฐานในการกำหนดเรตติ้งของแต่ละรายการ, เนื้อหาในละครบางฉากที่ไม่เหมาะสมสำหรับเด็กและเยาวชนแต่ยังได้รับเรตที่เยาวชนดูได้, รวมทั้งขอโต้แย้งในการใช้อำนาจแบนละครบางเรื่อง

เรต รายการโทรทัศน์จัดอย่างไรบ้าง ประกาศแนวทางจัดเรตฯ ยังคงแบ่งระดับความเหมาะสมของผู้ชมออกเป็น 6 กลุ่มเช่นเดิม อันได้แก่

  1. “เรต ป.” รายการสำหรับเด็กปฐมวัย อายุ 3-5 ปี
  2. “เรต ด.” รายการสำหรับเด็ก อายุ 6-12 ปี
  3. “เรต ท.” รายการที่เหมาะสำหรับผู้ชมทุกวัย
  4. “เรต น.13” รายการที่เหมาะสำหรับผู้ชมที่มีอายุ 13 ปีขึ้นไป ผู้ชมที่มีอายุน้อยกว่า 13 ปี ควรได้รับคำแนะนำ
  5. “เรต น.18” รายการที่เหมาะสำหรับผู้ชมที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป ผู้ชมที่มีอายุน้อยกว่า 18 ปี ควรได้รับคำแนะนำ
  6. “เรต ฉ.” รายการเฉพาะ ไม่เหมาะสำหรับเด็กและเยาวชน

ส่วนเนื้อหารายการก็จำแนกออกเป็น

  1. เนื้อหาที่ควรมีการจำกัดมี 3 ประเด็น คือ พฤติกรรมและความรุนแรง เรื่องทางเพศ และการใช้ภาษา โดยมีตารางแยกว่ารายการโทรทัศน์ในเรตระดับใด สามารถมีหรือไม่มีเนื้อหาลักษณะใดได้บ้าง เช่น ด้านพฤติกรรมความรุนแรง รายการที่มีเรต ป.หรือ เรต ด. ต้องไม่มีการใช้ความรุนแรงต่อผู้อื่น เรื่องเพศ เรต ท.และ เรต น.13 ต้องไม่มีภาพสรีระและการแต่งกายโป๊ ไม่มิดชิด ซึ่งมีเจตนายั่วยุทางกามารมณ์ เว้นแต่เป็นไปตามบริบทของเรื่องที่ไม่พบบ่อยในเรื่อง หรือเป็นการแต่งกายในกิจกรรมที่สังคมยอมรับ ถูกกาลเทศะและกติกาสากล (Dress Code) หรือด้านการใช้ภาษาที่ไม่สุภาพ ก้าวร้าว ดูหมิ่น เรต น.13 และเรต น.18 สามารถมีได้ตามบริบทของเรื่อง เป็นต้น
  2. เนื้อหาที่ควรมีการส่งเสริมคือ เนื้อหาที่ส่งเสริมให้เกิดระบบวิธีคิดให้เป็นไปตามสมองของแต่ละวัย เนื้อหาที่ส่งเสริมความรู้วิชาการ คุณธรรมจริยธรรม ทักษะชีวิต ความหลากหลายในสังคม ฯลฯ

สร้างชุมชนโอบล้อมสื่อ ความท้าทายคนโทรทัศน์ในยุคดีจิทัล

สื่อใหม่ได้ทำให้ทุกๆ คนกลายเป็นสื่อ เนื้อหาที่ดีจะได้รับความสนใจ บอกต่อ และชื่นชม นั่นนำไปสู่การชักชวนและสร้างกระแสความนิยมที่แท้จริงจนแทบไม่ต้องพึ่งมือนักการตลาดเพื่อปั่นสร้างกระแสแต่อย่างใด เพราะในโลกของสื่อสังคมออนไลน์ ทุกคนได้กลายมาเป็น “ผู้ชม ผู้ใช้ ผู้แชร์” รายการโทรทัศน์จะดีหรือแย่นั้นอยู่บนปลายนิ้วของผู้ชมอย่างแท้จริง ซึ่งไม่เหมือนในยุคก่อนที่นิ้วของผุ้ชมทำได้แค่กดเปลี่ยนช่องกับกดปิดโทรทัศน์

เพราะเทคโนโลยีการหลอมรวมสื่อนั้นเป็นทั้งวิกฤตและโอกาส, หลายองค์กรรับมือได้ด้วยการนำเอาข้อดีของมันมาใช้อย่างรู้เท่าทันที่จะไม่ทำลายธุรกิจของตนเอง หลุมพรางส่วนมากของคนทำธุรกิจโทรทัศน์คือคำถามที่ว่า “เราจะเพิ่มช่องทางการรับชมรายการของเราผ่านสื่อใหม่ได้อย่างไร?” โดยหลงลืมไปว่าธุรกิจหลักขององค์กรคือการทำสื่อโทรทัศน์ (หรือสื่อสิ่งพิมพ์ วิทยุ)

การตลาดหลอมรวมสื่อ จึงคือการคิดค้นโมเดลทางธุรกิจแบบบูรณาการ ด้วยการใช้ทุกสื่อทั้งหมดมาเพิ่มขยายมูลค่าของเนื้อหาที่คุณผลิตโดยที่ยังคงไว้ซึ่ง เสน่ห์ ความเป็นธรรมชาติ และความพิเศษเฉพาะของแต่ละสื่อได้อย่างลงตัวมากที่สุด

หัวใจสำคัญของการทำการตลาดหลอมรวมสื่อ คือ การสร้างสังคมชุมชน ที่จะมาโอบอุ้มเนื้อหาของคุณไม่ให้หลงลืมเลือนหายไปในโทรทัศน์นับร้อยพันช่อง ดังนั้นคนทำโทรทัศน์จะต้องคิดออกแบบและสร้างสังคมผู้ชมของตนเองขึ้นมาด้วย เช่น แฟนละคร แฟนคลับดารา แฟนช่อง แฟนเพลง เหล่านี้คือสมาชิกของชุมชนที่พร้อมจะกลายมาเป็นเพื่อนบ้านที่ดีของการทำการตลาด และพยายามหาจุดเชื่อมต่อของบรรดาผู้ชมที่อยู่กันคนละแพลทฟอร์มให้ได้ว่าพวกเขามีสิ่งใดที่เหมือนกัน และแตกต่างกัน ทั้งในเชิงของพฤติกรรมและทัศนคติ

และหัวใจสำคัญของการตลาดแบบหลอมรวมสื่อที่คนทำโทรทัศน์ต้องคิด คือ “การมีส่วนร่วมของผู้ชม” หรือการสร้าง “โทรทัศน์ปฏิสัมพันธ์” (interactive television) ขึ้นมาด้วย .ให้มีลูกเล่นระหว่างรับชมได้มากขึ้น เช่น เลือกภาษา ส่งเอสเอ็มเอส ส่งความเห็น กระทั่งการนำเอาอีคอมเมิร์ซมาใส่ไว้ในรายการให้ผู้ชมสามารถช๊อปปิ้งสินค้าไปพร้อมๆ กับการรับชมรายการโทรทัศน์

ผู้ผลิตรายการโทรทัศน์สามารถวางแผนการตลาดและโฆษณาได้มากขึ้น เหมาะสมตามรูปแบบการรับชมรายการโทรทัศน์ เช่น ผู้ดูผ่านหน้าจอโทรทัศน์ย่อมสามารถมีเวลาที่จะดูโฆษณาได้ต่อเนื่อง ไม่ไม่ควรยาวเกินไปนัก ควรลดลงเพียง 1-2 นาทีในแต่ละช่วงพักเบรก (เดี๋ยวนี้โทรทัศน์ต่างประเทศหลายรายการ ได้ตัดเนื้อหาประเภทอินโทรเข้าช่วง- ออกช่วง ออกไปเสียด้วยซ้ำเพราะต้องการทำให้ผู้ชมรู้สึกว่าเดาไม่ได้ว่าจะมีโฆษณาเมื่อไร ทำให้ความรู้สึกของการไม่อยากพลาดเนื้อหานั้นมีสูงขึ้นจนไม่อาจกดรีโมทเปลี่ยนช่องไปได้)

ขณะที่การรับชมโฆษณาผ่านทางหน้าจอโทรศัพท์มือถือนั้น ก็ควรจะเป็นคลิปสั้นๆ 1-2 ชิ้น หรืออาจมีแบนเนอร์สนับสนุนเนื้อหา (แต่ไม่ควรมาบ่อยและกินพื้นที่มากรบกวนการชม) ส่วนถ้าเป็นอินเตอร์เน็ตหรือเว็บไซต์ คุณสามารถวางโฆษณาได้หลากหลายกว่า เช่น การมีแบนเนอร์โฆษณา คลิปผู้สนับสนุนรายการ กระทั่งการผนวกเอาพวกบทความรีวิวรายการที่แฟนรายการเป็นคนเขียนมาแปะลิ้งค์วางไว้ด้านข้างหน้าจอ หรือกระทั่งแปะกระดานสนทนาเกี่ยวกับความเห็นของแฟนละครลงไว้ท้ายหน้าเพื่อที่ผู้ชมจะได้มีส่วนร่วมในการแสดงความเห็น

จะเห็นว่า การทำโทรทัศน์ในยุคดิจิทัลนั้นเต็มไปด้วยโอกาส ความท้าทายและความสนุกสนาน เป็นเรื่องที่ดีที่ผู้ผลิตรายการโทรทัศน์จะได้ทดลองทำสิ่งใหม่ๆ ที่สื่อยุคเก่าไม่สามารถทำได้ หากจับหัวใจสำคัญของการทำโทรทัศน์ได้ ก็คือ “Content, Cost, Consumer, Competition, Convergence, Centric Content, และ Community” นั่นหมายความว่างานผลิตรายการโทรทัศน์ปัจจุบันคงไม่สามารถคิดผลิต ตัดต่อ ออกอากาศ แต่จะต้องคิดอย่างบูรณาการมากขึ้นกว่าเดิม

Digital TV การเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมทีวีไทย ใต้เงื้อมมือ กสทช.

ทีวีดิจิทัล คือระบบการแพร่สัญญาณคลื่นโทรทัศน์ภาคพื้นดิน เหมือนกับระบบของฟรีทีวีในปัจจุบัน แต่เปลี่ยนวิธีการเข้ารหัสสัญญาณเป็นแบบดิจิทัลแทนระบบแอนะล็อกแต่เดิม ข้อดีของการแพร่สัญญาณโทรทัศน์ในระบบดิจิทัลคือ ให้ภาพที่คมชัดกว่าเดิม ใช้ช่วงคลื่นน้อยลงกว่าเดิมมาก และมีความสามารถอื่นๆ เข้ามาอำนวยความสะดวกแก่ผู้รับชมทีวี เช่น มีผังรายการแสดงบนหน้าจอได้เลย เป็นต้น

ปัจจุบันอุตสาหกรรมทีวีทั่วโลกเข้าสู่ระบบดิจิทัลกันแทบทั้งหมดแล้ว (ประเทศไทยถือว่าช้าไปราว 10 ปีเพราะไม่สามารถตั้ง กสช. ได้ ภารกิจนี้จึงตกมาอยู่กับ กสทช. ในฝั่งคณะกรรมการ กสท. แทน) กระบวนการผลิตรายการทีวีทั้งหมดตั้งแต่กล้องวิดีโอไปจนถึงการตัดต่อ เปลี่ยนมาใช้ระบบดิจิทัลกันหมดแล้ว เรียกได้ว่าในฝั่งการผลิตและการออกอากาศนั้น เทคโนโลยีพร้อมหมดแล้ว เหลือแค่ฝั่งของนโยบาย และฝั่งของผู้ชมโทรทัศน์เท่านั้น (เครื่องรับโทรทัศน์จำเป็นต้องรองรับสัญญาณระบบดิจิทัลด้วย ซึ่งแก้ด้วยการซื้อกล่องแปลงสัญญาณดิจิทัลมาต่อเข้ากับทีวีเดิมได้)

ผลกระทบของ “ทีวีดิจิทัล” ต่ออุตสาหกรรมทีวีของไทย
ต้องยอมรับว่า “ฟรีทีวี” (ในที่นี้คือ analog terrestrial television) มีสภาพการแข่งขันแบบกึ่งผูกขาดโดยรัฐมายาวนานหลายสิบปี ในจำนวนฟรีทีวีทั้ง 6 ช่อง แบ่งได้เป็น
– ช่องของหน่วยงานรัฐ 3 ช่อง ได้แก่ ช่อง 5 (กองทัพบก) ช่อง 9 (อสมท.) และช่อง 11 (กรมประชาสัมพันธ์)
– ช่องที่หน่วยงานรัฐให้สัมปทานแก่เอกชน ได้แก่ ช่อง 3 (สัมปทานจาก อสมท. ให้กลุ่มบริษัท BEC) และช่อง 7 (กองทัพบกให้สัมปทานแก่กลุ่มบริษัท BBTV)
– ทีวีสาธารณะของหน่วยงานอิสระของรัฐ ได้แก่ Thai PBS

ทีวีเป็นสื่อที่ได้รับความนิยมสูงสุดในประเทศไทย มีอัตราการเข้าถึงประชากร 98% (ตัวเลขอ้างอิงจากรายงานของ กสทช.) มากกว่าสื่อชนิดอื่นๆ อย่างวิทยุและหนังสือพิมพ์มาก เม็ดเงินเชิงพาณิชย์จำนวนมหาศาลจึงไหลเข้าสู่อุตสาหกรรมทีวี และผู้ที่ได้รับความมั่งคั่งย่อมเป็นหน่วยงานต่างๆ ที่มีอำนาจควบคุมสถานีโทรทัศน์ของไทยทั้ง 5 ช่องนั่นเอง (ไม่นับรวม Thai PBS ที่อยู่ได้จากเงินภาษี ไม่รับโฆษณาจากภาคเอกชน)

กลุ่มทุนที่ได้รับประโยชน์สูงสุดจากภาวะกึ่งผูกขาดของอุตสาหกรรมทีวีไทยย่อมเป็น BEC และ BBTV ที่มีความสัมพันธ์แนบแน่นกับหน่วยงานผู้ให้สัมปทาน และพยายามกีดกันคู่แข่งรายอื่นๆ โดยใช้กลไกเรื่องสัมปทานเป็นเครื่องมือ และในเมื่อทีวีระบบแอนะล็อกจำเป็นต้องใช้ช่วงคลื่นที่กว้างมากในการแพร่สัญญาณ ในทางเทคนิคจึงมีจำนวนสถานีได้ไม่มากนักเทียบกับความถี่ที่ประเทศไทยมีใช้งานสำหรับกิจการโทรทัศน์

ผู้ผลิตรายการโทรทัศน์ธุรกิจที่ยังมีแนวโน้มเติบโตมากขึ้น

รายการโทรทัศน์เป็นความบันเทิงประเภทหนึ่งที่ได้รับความนิยมสูงจากผู้ชมทั่วประเทศ รายการโทรทัศน์ต่าง ๆ ที่ออกอากาศในปัจจุบันมีความหลากหลายเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ชมได้ทุกกลุ่มเป้าหมาย อีกทั้งการขยายเครือข่ายของสถานีโทรทัศน์ช่องต่าง ๆ ให้ครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศไทยก็มีส่วนเปิดตลาดให้กว้างขึ้นอีก ส่งผลให้ผู้ผลิตรายการโทรทัศน์ได้รับความสนใจจากเจ้าของสถานีมากขึ้น เนื่องจากสถานีโทรทัศน์ต้องแข่งขันในการนำเสนอสาระความบันเทิงที่มีคุณภาพและต้องตามรสนิยมของผู้ชม

รายการโทรทัศน์ : รูปแบบรายการที่หลากหลาย
การดำเนินธุรกิจของผู้ผลิตรายการโทรทัศน์จะเป็นการซื้อ/เช่าเวลาจากทางสถานีโทรทัศน์พร้อมทั้งนำเสนอรายการต่างๆที่มีสาระและความบันเทิงออกอากาศรายการโทรทัศน์และขายโฆษณา โดยมีรายได้จากการขายเวลาโฆษณา การส่งเสริมการขายสินค้าและบริการในรายการของสถานีโทรทัศน์
ปัจจุบันรูปแบบการผลิตรายการโทรทัศแบ่งได้เป็นดังนี้
1. ควิซโชว์ (Quiz Show) เป็นการดำเนินรายการที่มุ่งเน้นการถามคำถามผู้เข้าแข่งขันในรายการเป็นหลัก เพื่อหาผู้ชนะและชิงรางวัล โดยผู้ชมรายการโทรทัศน์จะได้รับทั้งสาระและความบันเทิงผ่านคำถาม และบรรยากาศการแข่งขันที่ตื่นเต้น สนุกสนาน
2. เกมโชว์ (Game Show) สามารถแบ่งได้เป็น 2 กลุ่มดังนี้
2.1 เกมโชว์ประเภทสาระและบันเทิง เป็นรายการที่ให้ผู้ร่วมรายการเล่นเกมเพื่อแข่งขันชิงรางวัล โดยมุ่งเน้นให้ผู้ร่วมรายการและผู้ชมรายการได้รับทั้งความบันเทิงและสาระ ด้วยการสอดแทรกเนื้อหา แง่คิด และความรู้ต่างๆไว้ในรายการผ่านคำถามที่ถามผู้เล่นเกม หรือการสัมภาษณ์ผู้ร่วมรายการหรือวิทยากรรับเชิญ
2.2 เกมโชว์ประเภทบันเทิง เป็นรายการที่ให้ผู้ร่วมรายการเล่นเกมเพื่อแข่งขันชิงรางวัล โดยมุ่งเน้นให้ผู้ร่วมรายการและผู้ชมรายการได้รับความสนุกสนานเพลิดเพลิน
3. ซิทคอม (Sit Com) เป็นรายการละครตลกเบาสมอง มุ่งเน้นสร้างความตลกขบขันและความสนุกสนานให้แก่ผู้ชมรายการเป็นหลัก
4. ละครชุด (Series)เป็นรายการละครที่ออกอากาศสัปดาห์ละ 2-3 วันๆละ 1-2 ชั่วโมง ส่วนใหญ่ละครจะดำเนินเรื่องราวจบภายใน 2-3 เดือน
5. วาไรตี้ (Variety) รายการที่มีรูปแบบรายการและการนำเสนอที่หลากหลาย
6. รายการเด็ก (Kids Game)
7. รายการวัฒนธรรม (Cultural Show)

ความต้องการชมรายการเพิ่มขึ้น : โอกาสของผู้ผลิตรายการโทรทัศน์
ปัจจุบันการประกอบกิจการสถานีโทรทัศน์มีการแข่งขันสูง ผู้ชมรายการสามารถเลือกชมรายการต่างๆได้มากขึ้น จึงเป็นโอกาสทางธุรกิจของผู้ผลิตรายการโทรทัศน์ที่จะผลิตรายการเพิ่มขึ้นเพื่อรองรับความต้องการของผู้ชมรายการที่ให้ความสำคัญกับสาระและความบันเทิงที่มีคุณภาพ และส่งผลให้ผู้ผลิตรายการโทรทัศน์ที่มีรายการที่ได้รับความนิยมและมีชื่อเสียงมีทางเลือกมากขึ้นในการนำเสนอรายการผ่านสถานีต่าง ๆ

อย่างไรก็ตามการผลิตรายการโทรทัศน์ที่มีคุณภาพและเป็นที่นิยมรวมถึงกระบวนการได้มาซึ่งเวลาออกอากาศต้องอาศัยทั้งความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ในการนำเสนอรายการที่แตกต่าง รวมถึงประสบการณ์และความสามารถในการผลิตด้วยความเป็นมืออาชีพ เพื่อสร้างความเชื่อถือกับทางสถานีและผู้ซื้อโฆษณา ทำให้มีผู้ผลิตรายการโทรทัศน์รายใหญ่เป็นจำนวนน้อยรายที่นำเสนอรายการโทรทัศน์ ได้แก่ บมจ.มีเดีย ออฟ มีเดียส์, บมจ.บีอีซี-เทโร เอ็นเตอร์เทนเม้นท์, บมจ.กันตนา กรุ๊ป, บมจ.เวิร์คพอยท์เอ็นเทอร์เทนเมนท์, บจก.แกรมมี่ เทเลวิชั่น และบมจ.แม็ทชิ่ง สตูดิโอ จำกัดเป็นต้น โดยผู้ผลิตแต่ละรายจะมีจุดเด่นและแนวทางในการผลิตและการนำเสนอซึ่งนับเป็นทรัพย์สินทางปัญญาที่แตกต่างกันไป

สำหรับในระยะเวลาที่ผ่านมารายการโทรทัศน์มีเรตติ้งและจำนวนผู้ชมเพิ่มขึ้น ได้แก่ เกมโชว์ที่ให้ทั้งสาระและความบันเทิง นอกจากนี้ เพื่อเพิ่มศักยภาพในการแข่งขัน ผู้ผลิตรายการยังมีการผลิตรูปแบบรายการใหม่ๆไปยังรายการประเภทอื่นเพิ่มมากขึ้น อาทิเช่น ละคร และวาไรตี้ เป็นต้น ซึ่งได้รับการตอบรับอย่างดีจากทั้งผู้ชมรายการและลูกค้าที่ซื้อโฆษณา

การผลิตรายการโทรทัศน์ในยุคดิจิทัล

การผลิตรายการโทรทัศน์ในยุคดิจิทัลอุตสาหกรรมโทรทัศน์ไทยหลังจากที่การประมูลเสร็จสิ้นไปเมื่อปลายปีที่ผ่านมา ตอนนี้เริ่มเห็นสื่อค่ายต่างๆ ลงควานกวาดหาคนทำงานทั้งหน้าใหม่และมือเก่าตามรั้วมหาวิทยาลัยและค่ายสื่อต่างๆ เพื่อตั้งทีมงานคุณภาพผลิตรายการโทรทัศน์ที่หวังสร้างฐานนิยมจากตลาดผู้ชมสื่อโทรทัศน์ ที่ยังคงเป็นกลุ่มผู้บริโภคกลุ่มใหญ่ที่สุดในประเทศไทย การผลิตรายการโทรทัศน์ในยุคดิจิทัลวันนี้นั้น มีอุปสรรคมากกว่าปกติ เพราะผู้จะต้องสู้กับระบบฐานฟรีโทรทัศน์เดิม ซึ่งมีช่อง 3 และ 7 ที่กวาดฐานส่วนแบ่งผู้ชมไปกว่า 80% ไปแล้วและมีความเคยชิน ความคุ้นเคย และความจงรักภักดีเป็นฐานทุนเดิม

การแข่งขันกับรายการโทรทัศน์ที่อยู่ในระบบเคเบิ้ลโทรทัศน์และโทรทัศน์ดาวเทียม ทั้งระดับชาติ และระดับภูมิภาค ท้องถิ่น คนทำโทรทัศน์ยังต้องคิดมากกว่าเดิม เพราะปัจจุบันมีผู้ผลิตรายการโทรทัศน์ผ่านทางอินเตอร์เน็ตมากมายที่ออกอากาศผ่านทางเว็บไซต์ หรือช่องทางยูทูบมากมาย โดยเฉพาะแค่พิจารณาว่าวัยรุ่น และคนรุ่นใหม่ในปัจจุบันนั้นหันไปใช้เวลากับสื่อออนไลน์ในการดูคลิปสั้นๆ เนื้อหาในสื่ออินเตอร์เน็ตและเนื้อหาในสื่อสังคมเอง เช่นเฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ ที่ผู้คนดูจะพึงพอใจในการให้เวลากับสื่อบุคคลแบบออนไลน์มากกว่าสื่อโทรทัศน์แบบองค์กร การคิดผลิตรายการโทรทัศน์ปัจจุบัน มิใช่เพียงแค่คิดว่าจะถ่ายทำอะไร มีคนดูมาเล่นมาแสดงให้ผู้ชมดูเท่านั้น แต่โทรทัศน์ในวันนี้ต้องตอบสนองความต้องการของผู้ชมมากกว่านั้น นั่นคือ “ประสบการณ์”

โดยเฉลี่ยพฤติกรรมคนดูเข้มข้นจะอยู่ที่ช่องหนึ่งๆ ราว 2 ชั่วโมง ถึงจะเลิกดูโทรทัศน์ ระหว่างนั้นอาจเปลี่ยนไปรับชมช่องอื่นบ้าง เช่น พักโฆษณา หรือเนื้อหารายการเริ่มเอื่อยเฉื่อยก็อาจสลับไปดูช่องอื่นบ้าง ส่วนในกลุ่มผู้ชมระดับกลาง มักให้เวลากับการรับชมที่ประมาณ 1 ชั่วโมงต่อครั้ง ขณะที่กลุ่มที่เปิดโทรทัศน์แช่ตลอดทั้งช่อง ทั้งวันนั้น ส่วนมากจะอยู่ที่ช่องรายการแบบเคเบิ้ลโทรทัศน์ ที่ทำรายการแบบเฉพาะกลุ่มเนื้อหาที่ตรงกับความต้องการของผู้บริโภคอยู่แล้ว เช่น ช่องข่าว ช่องเพลง ช่องละครและภาพยนตร์ ซึ่งหมายความว่าจะเป็นช่วงเวลากลางวันมากกว่า การจัดผังรายการโทรทัศน์ในยุคโทรทัศน์ดิจิทัลต้องคำนึงตัวแปรของช่องอื่นๆ มากขึ้นว่าในช่วงเวลาเดียวกันนั้นช่องที่เหมือนกันมีรายการอะไรมาเป็นจุดแย่งชิงความสนใจจากผู้ชมไปได้บ้าง, หากผู้ชมรู้สึกว่ารายการนั้น ยาวเกินไปจนน่าเบื่อ ก็อาจจะไปชมช่องอื่น และอาจถูกใจช่องอื่นจนไม่กลับมาชมช่องเราอีก